Untitled Document
Untitled Document
 
หน้าแรก arrow กฎหมาย - ข้อบังคับ arrow มติ ครม.ช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพงานก่อสร้าง
   
 
มติ ครม.ช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพงานก่อสร้าง
เขียนโดย Administrator   

ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
(นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธ์) เสนอเพิ่มเติมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑
เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน ครั้งที่ ๓/๒๕๕๑)
มอบให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณและหน่วยงานอื่น
ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปรับค่า K นั้น กระทรวงการคลังได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวแล้ว เห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบ
การก่อสร้าง รวม ๑๑ ข้อ ดังนี้


๑. การชะลอการยกเลิกสัญญา
 ๑.๑ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วงานอื่นของรัฐ ชะลอการยกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับ
ทางราชการเป็นเวลา ๓๐ วัน นับแต่คณะรัฐมนตรมีมติ โดยให้ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับการปฏิบัติ
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๑๓๗ วรรคหนึ่ง
และข้อ ๑๓๘ และระเบียบพัสดุของหน่วยงาน หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในส่วนของการยกเลิกสัญญา
เป็นการชั่วคราวไปก่อน เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง ทั้งนี้ เฉพาะผู้รับจ้างที่ได้รับผล
กระทบโดยตรงอันเกิดจากวิกฤตภาวะราคาน้ำมัน ราคาเหล็กและวัสดุก่อสร้างที่ปรับราคาสูงขึ้น
๑.๒  หากในกรณีที่ได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว สืบเนื่องจากผู้รับจ้างได้รับผลกระทบอัน
เกิดจากวิกฤตภาวะราคาน้ำมัน ราคาเหล็กและวัสดุก่อสร้าง ที่ปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งได้บอกเลิกสัญญา
ภายหลัง วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ไม่ถือว่าเป็นผู้ทิ้งงาน หากยังมิได้มี
การดำเนินการจัดหาใหม่ ให้หน่วยงานดำเนินการจัดหาโดยใช้วิธีพิเศษจากผู้รับจ้างรายเดิมก่อน
ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขและวงเงินตามสัญญาเดิมที่เหลืออยู่ หากผู้รับจ้างรายเดิมปฏิเสธ
จึงไปดำเนินการจัดหาใหม่การนำสัญญาแบบปรับราคาได้มาใช้ในกรณีจัดหาโดยวิธีการพิเศษจาก
ผู้รับจ้างรายเดิมให้เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ ประเภทงานก่อสร้าง สูตรและวิธีการคำนวณที่
ใช้กับัญญาแบบปรับราคาได้ของสัญญาเดิม โดยการคำนวณค่า K ให้นับจากวันที่เปิดซองสัญญาเดิม

๒. การขยายระยะเวลาสัญญา/เพิ่มระยะเวลาสัญญา
๒.๑ สัญญาก่อสร้างที่ได้ลงนามไว้กับทางราชการหลังวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐
เมื่อผู้รับจ้างมีคำขอ ให้ขยายระยะเวลาสัญญาออกไปได้อีก ๑๘๐ วัน ในกรณีอายุสัญญา
ก่อสร้างน้อยกว่า ๑๘๐ วัน ก็ให้ขยายเวลาได้เท่ากับอายุสัญญาเดิม
๒.๒ สัญญาก่อสร้างที่ได้ลงนามไว้กับทางราชการหลังวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ เมื่อผู้รับจ้าง
มีคำขอ ให้ขยายระยะเวลา สัญญาออกไปได้อีก ๑๘๐ วัน ในกรณีอายุสัญญาก่อสร้างน้อยกว่า
๑๘๐ วัน ก็ให้ขยายเวลาได้เท่ากับอายุสัญญาเดิม
๒.๓ สัญญาก่อสร้างที่เสนอราคาไว้กับทางราชการหลังวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ จนถึงวันที่
คณะรัฐมนตรีมีมติ และยังมิได้มีการลงนามในสัญญา ให้หน่วยงานเจรจากับผู้รับจ้างตกลงว่า
จะยกเลิกการจัดจ้างครั้งนั้นหรือไม่ หากไม่ยกเลิกก็ให้เพิ่มระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก ๑๒๐ วัน
 ในกรณีระยะเวลาของสัญญาน้อยกว่า๑๒๐ วัน ก็ให้เพิ่มระยะเวลาได้เท่ากับระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เดิม
๒.๔ การขยายเวลาตามสัญญาตามระเบียบหรือข้อกำหนดขอหน่วยงาน ย่อมไม่กระทบกระเทือนต่อ
สิทธิการขยายเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ถือว่าเป็นเวลาทับซ้อน
๒.๕ กรณีที่มีค่าควบคุมงานและหรือค่าจ้างที่ปรึกษา ให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับภาระค่าควบคุมงานและ
หรือค่าจ้างที่ปรึกษาสำหรับระยะเวลาที่ได้ขยายออกไป
๒.๖ กรณีที่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ ๒.๑ และ ๒.๒ แล้วหากการขยายระยะเวลาออกไปมีผลทำให้
ผู้รับจ้างถูกปรับ ก็ให้งด ลดค่าปรับ หรือคืนเงินค่าปรับตามความเป็นจริงแล้วแต่กรณี
 
๓. ผู้เสนอราคาที่ไม่มาลงนามในสัญญา หรือไม่ประสงค์จะทำงานต่อให้ยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ถือเป็น
ผู้ทิ้งงานการเสนอราคาที่ได้ดำเนินการมาก่อนจนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และอยู่ระหว่างรอการลงนาม
ในสัญญา หากผู้เสนอราคาไม่ประสงค์จะลงนาม ในสัญญาหรือข้อตกลง หรือลงนามในสัญญา
หรือข้อตกลงแล้วแต่ ยังไม่ได้ทำงาน หรือยังไม่ได้ส่งงานงวดแรก เมื่อผู้เสนอราคาหรือผู้รับจ้างมีคำขอ
 ก็ให้ถอน การเสนอหรือยกเลิกสัญญา โดยไม่ถือว่าเป็นผู้ทิ้งงานและให้คนหลักประกันซองเสนอราคา
หรือหลักประกันสัญญา ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้เสนอราคาหรือผู้รับจ้างรายใดได้รับเงินล่วงหน้าไปแล้ว
ก็ให้กำหนดให้คืนเงินดังกล่าวกับทางราชการก่อนการคืนหลักประกันสัญญา สำหรับผู้ที่เสนอราคาแล้วไม่ลง
นามในสัญญา และถูกยึดหลักประกันซองไว้แล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ทิ้งงาน ทั้งนี้ หากสัญญาได้มีการดำเนินงาน
ไปบางส่วนแล้ว ผู้รับจ้างจะไม่มีสิทธิได้รับค่างานที่ได้ทำไปแล้ว

๔. การเพิ่มคู่สัญญา
๔.๑ ให้ผู้รับจ้างที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ตามสัญญาเนื่องจากขาด
สภาพคล่อง มีความประสงค์จะดำเนินการต่อไปโดยขอเพิ่มคู่สัญญา ได้ยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณา
การขอเพิ่มคู่สัญญาร่วมนี้ได้เมื่อผู้รับจ้างมีคำขอ แต่ทั้งนี้ ผู้รับจ้างจะต้องหาคู่สัญญาที่หน่วยงานให้การ
ยินยอมและการแก้ไขสัญญาทั้งสองต้องร่วมรับผิดชอบในการประกันสัญญาและการประกันผลงานร่วมกัน
ทั้งสัญญา
๔.๒ หลักประกันสัญญาและหรือหลักประกันอื่นใด ในกรณีที่มีการเพิ่มคู่สัญญานั้นจะเป็น
หนังสือค้ำประกันซองของผู้รับจ้างรายเดิมหรือรายใหม่ก็ได้ หากหลักประกันนั้นครอบคลุมถึงการ
ประกันสัญญาและการประกันผลงานของงานทั้งสัญญา

๕. การจ่ายเงินล่วงหน้าในอัตตราร้อยละ ๑๕
๕.๑ สัญญาที่ได้มีการลงนามแล้วและยังมีนิติสัมพันธ์อยู่ หากยังไม่มีการส่งมอบงาน
หรือมีการส่งมอบงานไปแล้วบางส่วนหรืองวดใดงวดหนึ่ง และมิได้มีการกำหนดให้จ่ายเงินล่วงหน้า
ในสัญญาเมื่อผู้รับจ้างร้องขอ ก็ให้มีการแก้ไขสัญญาให้จ่ายเงินล่วงหน้าได้ร้อยละ ๑๕ ของราคาจ้าง
ส่วนที่เหลือและสัญญาที่มีการจ่ายเงินล่วงหน้าอยู่เดิมแล้ว แต่จ่ายไม่ถึงร้อยละ ๑๕ ของราคาจ้าง
ก็ให้แก้ไขสัญญาจ้างให้จ้ายเงินล่วงหน้าได้ถึงร้อยละ ๑๕ ของราคาจ้างส่วนที่เหลือ
๕.๒ ผู้รับจ้างจะต้องจัดให้มีหลักประกันการรับเงินล่วงหน้าตามระเบียบหรือข้อบังคับว่า
ด้วยการพัสดุที่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐผู้ว่าจ้างมาค้ำประกันเงินที่รับล่วงหน้าไปเต็มจำนวนที่
เบิกล่วงหน้าในแต่ละครั้งที่ขอเบิก โดยผู้รับจ้างสามารถนำหลักประกันมาเปลี่ยนได้ภายหลัง
ตามวงเงินที่เหลือเมื่อหน่วยงานได้หักเงินล่วงหน้าไปบางส่วนแล้วหรือคืนหลักประกันเฉพาะส่วน
กรณีวางหลักประกันไว้หลายฉบับ
๕.๓ ให้ผู้รับจ้างต้องจัดทำบัญชีแสดงวัตถุประสงค์และแผนการใช้เงิน ในการขอเบิกเงินล่วงหน้า
และให้หน่วยงานอนุมัติเงินล่วงหน้าให้กับผู้รับจ้างตามแผนการใช้เงินที่หน่วยงานเห็นชอบแล้ว
โดยจะอนุมัติให้ครั้งเดียวทั้งหมดหรือทยอยอนุมัติให้ก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับแผนงานใช้เงินของแต่
ละสัญญา ทั้งนี้ให้ระบุแผนการใช้เงินไว้ในสัญญาจดจ้างที่แก้ไขนี้ด้วย
๕.๔ เมื่อการแก้ไขสัญญาแล้ว และเป็นกรณีที่ต้องใช้จ่ายจากเงินงบประมาณให้ส่วนราชการผู้ว่าจ้างตกลงกับ
สำนักงบประมาณ และกรณีเงินงบประมาณไม่เพียงพอ ก็ให้ส่วนราชการทยอยจ่ายเงินล่วงหน้า
ได้เท่าที่มีเงินงบประมาณไปก่อนจนกว่าจะครบร้อยละ ๑๕
๕.๕ ให้หน่วนงานผู้ว่าจ้างติดตามการใช้เงินให้เป็นไปตามแผนการใช้เงินที่ระบุไว้ในสัญญา หากมีการ
นำเงินล่วงหน้าไปใช้ผิวัตถุประสงค์ หรือมีการละทิ้งงานหลังจากรับเงินล่วงหน้าไปแล้ว ให้หน่วยงานคู่สัญญา
ยึดหลักประกันเงินล่วงหน้าได้ทันที และมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ให้หน่วยงานคำนวณ เงินเรียกคืน
จากผู้บจ้างในส่วนที่เป็นเงินล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยทั้งนี้ ให้ระบุเป็นเงื่อนไขในสัญญาด้วย
๕.๖ การหักคืนเงินที่เบิกล่วงหน้าไปแล้วให้หน่วยงานเริ่มหักคืนเมื่อผู้ารับจ้างได้ส่งมอบงาน
และรับเงินค่างานไปแล้ว ประมาณร้อยละ ๒๐ ของค่างานทั้งสัญญาหรือของค่างานส่วนที่เหลือแล้วแต่กรณี

๖. การหักเงินค้ำประกันผลงาน
๖.๑ งานก่อสร้างที่ลงนามในสัญญาจ้างไว้กับทางราชการแล้วและยงไม่แล้วเสร็จนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรี
มีมติ และสัญญาจ้างดังกล่าวมีเงื่อนไขการหักเงินประกันผลงานจากเงินค่าจ้างที่จะจ่าย ให้แก่ผู้รับจ้างแต่ละ
งวด หากมีคำขอให้หน่วยงานผู้ว่าจ้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาจ้างให้ผู้รับจ้างมีสิทธิที่จะขอรับเงินประกันผล
งานที่ถูกหักไว้ทั้งหมดคืนได้ทันที โดยให้ผู้รับจ้างต้องวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร
ภายในประเทศไว้แทนได้
๖.๒ งานก่อสร้างที่เสนอราคาไว้กับทางราชการก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจ้าง
และตามเอกสารประกวดราคาจ้างกำหนดให้จัดทำสัญญาจ้างซึ่งมีเงื่อนไขการหักเงินประกันผลงานไว้ด้วย
ผู้รับจ้างมีสิทธินำหนังสือค้ำประกันของธนาคารภายในประเทศมาวางแทนการหักเงินประกันผลงานได้
๖.๓ การหักเงินประกันผลงานนี้ไม่รวมถึงการดำเนินการภายใต้โครงการกเงินกู้ที่มีเงื่อนไขเรื่องของการ
หักเงินประกันผลงานของแหล่งเงินกู้ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และไม่รวมถึงการจ้างก่อสร้างโดยวิธีประกวด
ราคานานาชาติที่ต้องกำหนดเงื่อนไขเรื่องการหักเงินประกันผลงานตามหลักสากลไว้ในเอกสารประกวดราคา
ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัญหาว่าจะขัดกับเงื่อนไขของแหล่งเงินกู้หรือไม่ ให้หารือกับแหล่งเงินกู้ก่อนด้วย

๗. การแบ่งงวดงาน/งวดเงินใหม่
๗.๑ สัญญาก่อสร้างที่ได้มีการลงนามแล้ว หากมีการแล่งงวดงานตามสัญญาไม่สอดคล้องระหว่างงวดงาน
ที่ทำกับวงดเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายในแต่ละงวด หรือกรณีมีปริมาณงานในแต่ละวงดมีมาก เกินไป หรือกรณี
ปริมาณในแต่ละงวดน้อยเกินไป  หากมีคำขอก็ให้หน่วยงานพิจารณาแก้ไขสัญญาเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
เนื้องานของแต่ละงวด ให้สอดคล้องกับค่าจ้างและแผนงานที่ปฏิบัติจริงในแต่ละงวด โดยให้ผู้รับจ้างเสนอ
แผนการดำเนินงาน และแผนการจ่ายเงินที่ต้องการให้มีการแบ่งงวดงานใหม่ โดยระบุวงเงินและปริมาณงาน
ที่เหลือ กำหนดลำดับ งวดงาน ปริมาณงานที่ต้องดำเนินการ จำนวนเงินที่จะให้จ่าย และกำหนดวันแล้วเสร็จ
ของแต่ละงวดงานไว้ด้วย ทั้งนี้ จะต้องไม่มีการปรับวงเงินค่าก่อนสร้างเพิ่มขึ้นหรือลดเนื้องานลงจากสัญญาเดิม
๗.๒ หากการแก้ไขสัญญามีผลให้ต้องเปลี่ยนแปลงเงินงบประมาณให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณก่อน

๘. การกำหนดระยะเวลาในการยื่นซองข้อเสนอ
 ให้หน่วยงานคำนึงถึงวงเงินในการจัดหา ความซับซ้อนของงาน ระยะเวลาการส่งมอบงานซึ่งเป็น
ส่วนประกอบในการใช้เวลาคิดคำนวณราคาค่างาน เพื่อประกอบการพิจารณาในการกำหนดวันยื่นซองด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้สนใจมีระยะเวลาเพียงพอที่จะคำนวณราคา และตัดสินใจว่าสมควรเข้าไปร่วมเสนอราคาหรือไม่

๙. กำหนดราคากลางให้เป็นปัจจุบัน
๙.๑ ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานได้ใหความเห็นชอบราคากลางงานก่อสร้างที่คณะกรรมการกำหนดราคากลาง
ได้คำนวณไว้แล้ว และยังไม่ระกาศสอบตาคา ประกาศประกวดราคา ประกาศร่าง TOR หรือประกาศประกวด
ราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่หัวหน้าหน่วยงานได้ให้ความเห็นชอบ ให้หัว
หน้าหน่วยงาน ให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางที่คำนวณราคากลางงานก่อสร้างนั้น พิจารณาทบทวนราคา
กลางให้มีความเป็นปัจจุบันและนำเสนอหัวหน้าหน่วยงานพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
การประกาศสอบราคา ประกาศประกวดราคา  ประกาศร่าง TOR หรือประกาศประกวดราคาด้วยวิธีการทาง
อิเล็กทรอนิกส์
๙.๒ หากราคากลางที่คำนวณราคาใหม่เป็นปัจุบันนั้น มีราคากลางสูงกว่าเงินงบประมาณที่มีอยู่
ให้ส่วนราชการพิจารณาได้เป็น ๒ แนวทาง ดังนี้
๑) ขอทำความตกลงไปยังสำนักงบประมาณเพื่อขอเพิ่มวงเงิน หรือ
๒) หากไม่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ส่วนราชการอาจปรับลดรายการตามความจำเป็นให้สอดคล้องกับ
งบประมาณ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบต่อประโยชน์ใช้สอยตามแผนงาน/โครงการเติม
๙.๓ การแบ่งงวดงาน การจ่ายเงิน และการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานจะต้องกำหนดให้ถูกต้อง
ชัดเจนตาม หลักวิชาการ ปริมาณงานในแต่ละงวดจะต้องสอดคล้องกับจำนวนเงินในแต่ละงวด
โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทั้งของผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง

๑๐. ในการขอรับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ตามข้อ ๒.๑ , ๒.๒ , ๓, ๔.๑, ๕.๑, ๖.๑, ๗.๑
ให้ผู้ประกอบการ แจ้งความประสงค์ต่อหน่วยงานคู่สัญญาเป็นหนังสือภายใน ๖๐ วัน
นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

  
๑๑. ให้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และ
ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีอำนาจหน้าที่ในการตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม มาตรการฯ ดังกล่าว
ข้างต้น ยกเว้นกรณีมาตรการฯ ตาม ข้อ ๑.๒ วรรคสอง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงประมาณในการ
ตีความปัญหาเกี่ยวกับสัญญาแบบปรับราคาได้(ค่า K)

ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติว่า

๑. รับทราบข้อร้องเรียนขอความช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพงานก่อสร้าง และผู้ประกอบอาชีพอื่นของ
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ

๒. ในส่วนของข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการพิจารณาปรับปรุงการคำนวณเงินเพิ่มลดค่างานก่อสร้างตาม
สัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า k) นั้น เห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณดังนี้

    ๒.๑ ให้ความช่วยเหลือชดเชยเพิ่มเติมค่างานก่อสร้างเฉพาะรายการค่าวัสดุเหล็กและน้ำมันดีเซล
 ในอัตราร้อยละ ๔ ขอ่งปริมาณงานตามสูตรที่กำหนดไว้ในแต่ละประเภทงานก่อสร้างที่ใช้กับ
สัญญาแบบปรับราคาได้ ( ค่า K ) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๒
( เรื่อง การพิจารณา ช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพงานก่อสร้าง ) ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐
ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นการชั่วคราว
   ๒.๒ มอบหมายให้สำนักงบประมาณร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพิจารณาทบทวนและปรับปรุง
เงื่อนไข หลักเกณฑ์ ประเภทงานก่อสร้าง สูตรและวิธีการคำนวณที่ใช้กับสัญญาแบบ ปรับราคาได้ ( ค่า K )
ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และนำเสนอคณะรัฐมนตรี ภายใน ๙๐ วัน
รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาฯชย์พิจารณาทบทวนและปรับปรุงดัชนีที่ใช้กับสัญญาแบบปรับราคาได้ให้
สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย
  
๓. เห็นชอบมาตการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้างของกระทรวงการครั้งตามที่รัฐมนตรีช่วยว่า
การกระทรวงการคลัง ( นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ) เสนอเพิ่มเติมทั้ง ๑๑ ข้อ ทั้งนี้ ในส่วนของการขยาย
ระยะเวลาสัญญา / เพิ่มระยะเวลาตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ( นายประดิษฐ์ฯ) เสนอ
ในข้อ ๒.๑ ให้รวมถึงสัญญาก่อสร้างที่ได้ลงนามไว้กับทางราชการก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ และได้มี
การส่งมอบงานงวดสุดท้ายแล้ว แต่อยู่ภายใต้ระยะเวลา ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ด้วย
  
๔. มอบให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาร่วมกับสำนักงบประมาณและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่า
นอกเหนือจากความช่วยเหลือตามข้อ ๒ และข้อ ๓ แล้ว สมควรจะกำหนดมาตรการ การให้ความช่วยเหลือ
ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบอาชีพอื่นเพิ่มเติมประการใดหรือไม่ หากเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี
โดยด่วนต่อไป  
  
ต่อมากระทรวงคมนาคมได้เสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ดังกล่าวข้างต้น
ในประเด็นการช่วยเหลือชดเชยค่างานก่อสร้าง ( ค่า K ) ( ข้อ ๒ ) ซึ่งสำนักงบประมาณได้เสนอ
ความเห็นมาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย

คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ ลงมติว่า เพื่อให้มาตรการ ช่วยเหลือผู้ประกอบ
อาชีพงานก่อสร้างในส่วนของการปรับปรุงการคำนวณเงินเพิ่มลดค่างานก่อสร้าง ตามสัญญาแบบปรับราคาได้
( ค่า k ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน  ๒๕๕๑ ( เรื่อง การพิจารณาช่วยเหลือผู้ประกอบ
อาชีพงานก่อสร้าง และผู้ประกอบอาชีพอื่น ) เห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ มี
ความเหมาะสมและชัดเจนในทางปฎิบัติ จึงมอบให้กระทรวงการคลังรับเรื่องนี้ไปพิจารณาทบทวนร่วมกับ
กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ และหน่วนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้นำความเห็นของสำนักงบประมาณ
ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วนำเสนอคณะรัฐนตรีโดยด่วนต่อไป

อ่านรายละเอียดมติครม.ทั้งหมดคลิกที่นี่

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
   
     
เนื้อหาล่าสุด
         
 
cons-mag.com © 2008 ,Nine publishing ,. Some rights reserved
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย Mambo LaiThai