ดาบปลายปืน 5 เล่ม ตั้งหันสันของดาบเข้าหากันคล้ายกลีบผลมะเฟือง สูงราว 50 เมตร กับนักรบทั้ง 5 ท่านที่มีท่วงท่าลีลาสง่างาม ยืนเด่นเป็นที่สังเกตของผู้คนทั่วไปมาช้านาน ถูกเรียกขานนามของสถานที่แห่งนี้ว่า... อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (Victory Monument)
ภาพสีเทา จากครั้งที่ “พระยาพหลพลพยุหเสนา” วางศิลาฤกษ์การสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ณ บริเวณ ‘สี่แยกสนามเป้า’ ซึ่งเป็นจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และจุดเริ่มต้นของถนนพหลโยธิน ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 จนหนึ่งปีล่วงผ่าน วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2485 “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” ได้เป็นผู้กระทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นับแต่ครั้งนั้นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็ได้ทำหน้าที่คอยย้ำเตือน คนไทยทุกผู้นาม ทุกเพศวัย ให้ลำลึกถึงวีรกรรมของผู้ที่ใช้ชีวิตของตนเข้าปกป้องขอบเขตแดนประเทศไทย ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จนเกิดประโยคที่ว่า...“ใครจะได้เป็นผู้มีชื่อในอนุสาวรีย์กัน” หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้ใช้สัญญาลักษณ์ ‘ดาบปลายปืน’ในการออกแบบอนุสาวรีย์ฯ ด้วยเหตุที่ดาบปลายปืนเป็นอาวุธประจำกายทหาร และใกล้ชิดติดกายมากที่สุด แต่สำหรับผม ‘ดาบปลายปืน’ ทำให้มองเห็นภาพขณะผู้ที่ใช้มันติดเข้ากับปลายปืน วิ่งเข้าต่อสู้แบบประจัญบานกับศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่า ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังทำนี้มุ่งไปสู่ความตาย! ภายในงบประมาณ 550,000 บาท ที่ทางรัฐบาลได้อนุมัติ ดาบปลายปืนทั้ง 5 เล่ม จึงก่อร่างสร้างขึ้นด้วย คอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน ซึ่งส่วนของด้ามตั้งอยู่เหนือเพดานห้องโถงใหญ่ ที่ใช้เป็นที่เก็บ กระสุนปืนใหญ่ และบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในการรบคราวที่ประเทศไทยเรียกร้องดินแดนคืน จากฝรั่งเศส(กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส) ในส่วนของรูปปั้นนักรบทั้ง 5 ท่าน เป็นรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาดเป็น 2 เท่าของขนาดจริง ซึ่งนักรบทั้ง 5 ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน โดยมีผู้ร่วมปั้น อาทิ สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี นั้นเอง และหากคุณพอมีเวลา... ผมขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เข้าไปแหงนดูรูปปั้นของท่านทั้ง 5 ใกล้ๆ คุณจะเห็นว่าใบหน้า ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมจริงจังเหล่านั้น ดูจะแฝงไปด้วยแววความภูมิใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป ราวกับผู้ปั้นจงใจให้รูปปั้นนั้นบอกเล่าเรื่องราวด้วยตนเอง ด้านนอกของผนังห้องโถงใหญ่ เป็นแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต รายนามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 คน เป็นทหารบก 94 คน ทหารเรือ 41 คน ทหารอากาศ 13 คน และตำรวจสนาม 12 คน จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิต และผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-2497 รวมทั้งสิ้น 801 คน ส่วนภายในห้องโถงใหญ่มีการสร้างช่องเล็กมากมายเพื่อเอาไว้บรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตจากการรบในสมรภูมิอื่นๆ ซึ่งเราก็หวังเพียงว่า... จะไม่ต้องสร้างช่องเพิ่มจากที่มีอยู่ ร้อยร้าวปัจจุบัน หากจะว่าไป... น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักอนุสรณ์สถานแห่งนี้ “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ที่นี่มีลักษณะโดยรอบเป็นวงเวียนขนาดใหญ่ หากใครไม่เคยมารอรถโดยสารซึ่งที่นี่เรียกได้ว่าเป็นชุมทางใหญ่แห่งหนึ่งก็ว่าได้ ก็น่าจะเคยขับรถวนรอบวงเวียนนี้บ้าง หรือหากขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเป็นอีกมุมมองที่คุณสามารถเห็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้อย่างชัดเจน แต่ทว่าในปัจจุบันอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในสายตาของคุณๆ และผม ยังจะเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงการเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินผืนนี้หรือไม่ คำตอบที่มาจากใจ... บางทีก็ทำให้เราเลี่ยงที่จะยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลง นับแต่ครั้งสร้างเสร็จ... 66 ปี จวบปัจจุบัน(พ.ศ.2551) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เดินทางเลยวัยเกษียณทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์มาอย่างยาวนาน หากสภาพชีวิตหลังเกษียณกลับทรุดโทรมลงทั้งที่อยู่ในสายตาของผู้คนนับพัน นับหมื่น ซึ่งก็มีเพียงไม่มากนักที่เห็นริ้วรอยที่น่าเจ็บปวดนี้ และครึ่งหนึ่งของคนเหล่านั้น... อาจมองเพียงผ่านเลย “นายก... สั่งซ่อมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิหลังชำรุดหนัก!” “ความคืบหน้าการซ่อมแซมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขณะนี้ได้ข้อสรุปการทำแผนเข้าดำเนินการซ่อมแซมแล้ว โดยได้ทำเรื่องเสนอขออนุมัติงบประมาณการซ่อมแซมไปยังคณะผู้บริหารแล้ว รวมทั้งมีหนังสือแจ้งให้กรมศิลปากรทราบเช่นกัน ทั้งนี้จะใช้งบทั้งสิ้น 2 ล้านบาท” ผมถือโอกาสที่ยังไม่มีใครเข้าไปซ่อมแซมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในช่วงนี้ เข้าไปสำรวจถึง ความเสียหายที่เป็นข่าว ซึ่งครั้งนี้ยังเป็นการก้าวเข้าไปใกล้ชิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมากที่สุดของผม ประตูรั้วสีขาวที่ปิดงับไว้เฉยๆ ทำให้ผมเดินเข้าสู่บริเวณชั้นนอกของอนุสาวรีย์ฯ ได้ไม่ยากแวบแรกของความรู้สึก เหมือนผมกำลังเดินเข้าสู่สถานที่ที่น่าเกรงขาม ดาบปลายปืนทั้ง 5 เล่ม สูงเสียดขึ้นไปบนฟ้ายามที่เงยหน้ามอง รูปปั้นของนักรบทั้ง 5 ท่าน ดูยังแข็งแกร่ง... แต่มีร่องรอยความอ่อนล้าให้เห็นในไอแดด ทางเดินตรงสู่บันไดไม่ยาวไกล ทำให้มองเห็นรอยร้าว รอยแยกของบันไดได้ตั้งแต่เริ่มเข้ามา เมื่อเดิน เข้ามาดูใกล้ๆ ก็ยิ่งชัดเจนถึงความทรุดโทรมที่เกิดขึ้นกับอนุสาวรีย์ฯ และการเดินวนรอบด้านล่างทำ ให้เห็นร่องรอยที่คล้ายๆ กันโดยรอบ เมื่อขึ้นบันไดมาก็จะเป็นทางเดินรอบในอีกชั้นหนึ่ง และบันไดอีก 4 ขั้นก่อนที่จะถึงทางเข้าด้านในของตัวอนุสาวรีย์ฯ ซึ่งที่บันไดชั้นในนี้เองที่ได้พบรอยแยก จนปูนร่อนออกมาเป็นแผ่น เห็นเป็นรูโหว่จนสามารถเอากล่องสอดเข้าไปถ่ายโครงสร้างของอนุสาวรีย์ฯ ด้านล่างได้เลยทีเดียว! ข่าวว่า “การเข้าซ่อมแซมจะเร่งซ่อมแซมเฉพาะที่ชำรุด ทรุดตัว เช่น รอยแตกร้าว จุดที่หิน กระเบื้องหรือปูนกะเทาะจนเห็นเนื้อเหล็กให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม และทาสีใหม่ทั้งหมด จะไม่มีการทำอะไรเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขสถาปัตยกรรมเดิม” ผมยืนมองลอดช่องของโครงประตูเหล็กกล้าที่ดูมั่นคง แข็งแรง แน่หนา และปิดตาย ด้านหลังประตูมองเห็นผนังที่มีช่องใส่อัฐิของเหล่าผู้กล้าเรียงกันอย่างมีระเบียบเต็มผนัง การมาเยือนอย่างไม่เป็นทางการของผมดูจะทำให้ความหวังที่จะเข้าไปด้านในเพื่อดูสภาพของโครงสร้างตามข่าว...มืดสนิท ประตูเหล็กแง้มอยู่! ....ผมถือวิสาสะดันประตูเหล็กบานหนักอึ้งเข้าไป “ขอโทษครับ... ผมเข้าไปได้ไหมครับพี่” ผมเอ่ยคำขออนุญาต “ได้ๆ เข้ามาสิ” พี่ที่อยู่ด้านในบอก และลุกขึ้นเดิมมาหาผม “ปกติก็จะมีคนมาไหว้อัฐิเรื่อยๆ และจะมาเยอะในช่วงสงกรานต์ กับวันทหารผ่านศึก” เรานั่งลงคุยกันที่หน้าปากประตู ลมยามสายพัดเอื่อยๆ เข้ามาพอเย็นสบาย “จริงๆ เมื่อก่อนจะมีทหารจากโยธาฯ มาเฝ้า แต่พอคนสุดท้ายเกษียณไปเมื่อหลายปีก่อน ก็ยังไม่มีใครมาดูแทน” ผมว่าทหารที่เกษียณไปอายุก็น่าจะพอๆ กับ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เผลอๆ ถ้าผมมาทันเขา อาจจะได้รับรู้เรื่องราวของอนุสาวรีย์แห่งนี้อีกมากมาย “ปูนมันก็เริ่มแตก ร่วงมานานแล้ว” พี่เขาชี้ให้ดูเพดานของห้องโถงใหญ่ที่บางส่วนปูนหายไปจนเห็นเหล็กโครงสร้างอย่างที่เป็นข่าว “นี่ทหารเขาก็เข้ามาตรวจสอบสภาพ และก็ตรวจนับช่องใส่อัฐิ เตรียมทำการปรับปรุงน่ะ” ผมออกเดิน ดูรอบๆ เห็นช่องใส่อัฐิบางช่องก็ชำรุดทรุดโทรมมาก ในใจก็นึกถึงท่านที่สถิตอยู่ ณ ที่นั้น... สภาพโดยรวมแล้ว ภายในห้องโถงใหญ่ดูจะเป็นสภาพที่ทรุดโทรมจริงอย่างที่ข่าวลง รวมถึงภายนอกของอนุสาวรีย์ฯ ด้วย แต่ดูแล้วโครงสร้างส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ดูน่าเป็นห่วงมากนักหากมีการเข้ามาดูและแล อย่างจริงจัง รวมทั้งในระยะยาวที่มีโครงการสวยหรูจ่อคิวอยู่ ผมลาพี่เขาแล้วเดินออกมาข้างนอก เงยหน้ามองไปที่รูปปั้น... หากเปรียบกับคนวัย 66 ปี ‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ ก็ชราไปตามวันเวลา แต่ก็ยังคงแข็งแรงตามวัย ในที่สุดผมก็มีคำตอบให้กับคำถามที่ว่า “ปัจจุบันอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในสายตาของผม ยังจะเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงการเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินผืนนี้หรือไม่...?” ไม่ว่าใครจะมองอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในแง่มุมไหน สำหรับความเห็นผม ‘อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อผู้ปกป้องประเทศนั้น ดูสง่างามกว่าอนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้ที่สละชีวิตในการรุกรานประเทศอื่น’ 'สิบสามมีนา'